" นานแค่ไหนกว่าจะส่งงานถึงมือลูกค้า "

  สวัสดีครับ พบกันโดยไม่มีใครเรียกร้องอีกตามเคย 55 สำหรับวันนี้ตั้มจะมาเขียนเกี่ยวกับการจัดส่งงาน ที่มักจะเป็น คำถาม และ ปัญหา ระหว่างช่างภาพ และ ลูกค้าเสมอๆ สำหรับลูกค้าที่กำลังหาช่างภาพน่าจะเคยเห็นว่า จัดส่งงานภายใน 2 อาทิตย์ จัดส่งงานรวดเร็วทันใจ อะไรประมาณนี้ เดี่ยวเรามาดูในรายละเอียดกันนะครับ ^^"

 

-  " จัดส่งงานภายใน 2 อาทิตย์ " ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นมาตราฐานหลักของช่างภาพกันเลยครับ ซึ่งก็มีทีมงานที่ทำได้ และ ที่ทำไม่ได้ โดยขั้นตอนของการ "  Process (แต่งภาพ) " จะทำโดยใช้ระยะเวลาเท่าไรนั้น แล้วแต่ทีมงานนั้นๆไม่มีกฎตายตัว สำหรับทีมงาน Pencillense จะใช้ระยะเวลา  " 3-4 สัปดาห์ "  เพราะว่า เรามีทั้งวันที่ออกไปถ่ายภาพ จำนวนค่อนข้างเยอะ และ ยังมีคิวงานที่แต่งภาพ ซึ่งเป้นการทำงานที่เราเน้นความ " พิถีพิถัน " ในทุกๆขั้นตอน

- รายละเอียดของการการแต่งภาพโดยสีพื้นฐานแบบธรรมชาติ สมมุติงานแต่งงาน งานนึงเราจะถ่ายภาพโดยอยู่ที่ 1,000 ใบ กระบวนการแต่งภาพสีธรรมชาติ ภาพ 1,000 ใบ เราจะทำ " ทุกใบ " เพื่อให้ได้สีสันที่สวยงาม และ เราจะทำสีโทนภาพพิเศษอีกจำนวนนึง เพื่อให้เข้ากับยุคนั้นๆ (ถ้าลูกค้าสังเกตุจะเห็นวิวัฒนาการของการทำสีภาพงานแต่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่นยุคนี้เป็นยุคของ วินเทจ )  ซึ่งในขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลามากครับ และ เดือนนึงจะมีลูกค้าที่ทางทีมงาต้องถ่ายภาพและแต่งภาพประมาณ 10-15 คู่ โดยต้องมีความเอาใจใส่ในทุกๆคู่ เราไม่เคย " เผางาน " เพื่อให้เสร็จเร็วๆ และ ในทางกลับกัน เราไม่เคยทำงานช้า จนไม่มี Deadline ให้ลูกค้า ^_^

- สำหรับทีมงาน Pencillense จะบอกลูกค้าเสมอว่า จัดส่งงานได้ภายใน 3-4 สัปดาห์ นั้นหมายถึง ระยะเวลาที่ช้าสุดไม่เกินนี้ เพราะการที่เราไปบอกลูกค้าว่าได้เร็ว แต่สุดท้ายได้ช้า จะเป็นการสร้างความรอคอยให้ลูกค้า เราจึงไม่กล้าที่จะทำแบบนั้น และทางทีมงานทำงานอย่างพิถีพิถัน " ไม่ได้เน้นความรวดเร็วเป็นจุดขาย แต่เราอยากให้งานที่สวยเป็นความประทับใจของลูกค้าตลอดไป " 

- แต่เราจะมีการจัดส่ง Preview ให้ลูกค้าชมก่อนจำนวนนึง เพื่อนำไป Post social network หรือแบ่งปันกับเพื่อนๆ เพราะเราเข้าใจลูกค้าว่า หลังงานจบก็อยากมีรูปสวยๆไปให้เพื่อนดู ^^ 

-  เพราะความเอาใจใส่ คือ ผลงานของเรา ^^"

" การแต่งภาพงานแต่งงาน "

 

สวัสดีคร้าบบ ^^"  ห่างหายไปนาน(อีกแล้ว) ก็ด้วยเหตุผลเหมือนเดิม คือ นั่งทำไฟล์ให้ลูกค้า ระหว่างนั่งทำไฟล์ก็นึกไอเดียขึ้นมาได้ครับว่า น่าจะเขียนเกี่ยวกับการแต่งภาพซะหน่อย ในเนื้อหานี้จะไม่พูดถึงว่า การแต่งภาพแต่งอย่างไร แต่จะเป็นเชิงอธิบายเพื่อให้ " ลูกค้าได้ทราบว่า เอ๋ ทำไมใช้ระยะเวลานานกับการแต่งภาพ " สำหรับตั้มนั้น การแต่งภาพนี่คือ Final process เลยคร้าเนื้อหาจะเป็นยังไงลองอ่านกันได้เลยนะครับ ^^ 

 

โดยปกติแล้ว ภาพที่ช่างภาพถ่ายมานั้นจะไม่สมบูรณ์แบบซะทีเดียวนะครับ "แต่ไม่ใช่ว่า เพราะช่างภาพคนนั้นไม่เก่ง ถ่ายไม่สวยเลยต้องพึ่งโปรแกรม ไม่ใช่นะจ้า แต่เพราะ ด้วยสภาพแสงตอนนั้น , เวลา และยังมีข้อจำกัดอีกหลายๆอย่าง บางภาพนั้น ถ้าดูจากหลังกล้องก็ไม่สวยเอาซะเลย > < บางภาพก็มีเค้าโครงของความสวยอยู่บ้าง แต่จากตัวตั้มเองนั้น การที่ภาพถูกถ่ายมานั้น ตั้มจะคิดไว้แล้วว่า "  จะต้องแต่งภาพตรงไหน ทำอะไรกับภาพนั้นบ้าง " คือภาพอยู่ในจินตนาการเรียบร้อยแล้ว  โดยไฟล์ภาพที่เราถ่ายมาจากกล้อง เราจะเรียกกันว่า " ไฟล์ Raw " หลักการก็คือ เราจะแต่งภาพ ไฟล์ Raw แล้ว Covert ให้เป็น JPG (ไฟล์ JPG ก็คือไฟล์ที่ลูกค้านำไป Print ตามร้าน Print ภาพนั้นเลยจ้า และมีหลายๆครั้ง ที่ลูกค้าอยากได้ไฟล์ Raw >< ซึ่งตั้มเองก็ต้องอธิบายว่าไฟล์ Raw ที่ได้ไป จะเป็นไฟล์ ดิบๆเลยนะคร้าบ ไม่ได้ปรับแสงปรับสี หรือ โทนต่างๆเลยสักนิด  หลายๆคนคงนึกไม่ออกว่าจะเป็นยังไง เรามารับชมกันดีกว่า กับตัวอย่างของภาพ " ก่อนแต่ง และ หลังแต่ง "

 

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^&nbsp;

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^ 

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^&nbsp;

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^ 

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^&nbsp;

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^ 

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^&nbsp;

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^ 

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^&nbsp;

นี่คือตัวอย่างภาพ ด้านซ้ายมือ คือ ภาพที่ยังไม่ได้แต่ง และ ภาพขวามือคือภาพที่แต่งแล้วครับ ^^ 

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^&nbsp;

นี่คือภาพ Final แล้วจ้า ที่ผ่านการตกแต่งอย่างเรียบร้อยแล้ว สีเนียนตาเลยใช่ไหมหละ ^^ 

 ตามตัวอย่างที่ให้ดู จะเห็นได้ชัดว่าภาพที่ตกแต่งนั้น สวยงามกว่าภาพที่ยังไม่ได้ตกแต่ง ^^ แต่ระยะเวลาที่ทำแต่ละภาพนั้นก็ใช้เวลาพอสมควร  เวลาลูกค้ารอภาพจากทางทีมงานนั้น ตั้มเข้าใจเสมอๆเลยว่าลูกค้าอยากได้ภาพไปชม แต่ตัวตั้มเองนั้นก็ยังไม่กล้าส่งงานจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี ให้คุ้มค่ากับวันพิเศษของลูกค้าทุกๆท่าน ถึงแม้เราจะมีงานเข้ามาตลอด แต่เราไม่เคยลืมลูกค้าที่ได้ถ่ายไปแล้ว ไม่เคยเผางานทำส่งๆ เพียงแค่ว่าให้งานเสร็จไวๆ  ให้พ้นๆจะได้ไม่ต้องโดนทวง ตั้มยินดีชี้แจงเหตุผลระหว่างที่เราตั้งใจทำงานให้เสร็จสวยงาม ดีกว่ามาชี้แจงแก้ตัวตอนหลัง นั้นๆนี่ๆ จ้า ^^ และขอบพระคุณลูกค้าทุกๆท่านเสมอมาที่ไว้ใจให้ทีมงานเราดูแลนะครับผม 

 

ตั้ม Pencillers

 

 

 

 

ช่างภาพงานแต่ง และ การถ่ายรูปแต่งงาน

สวัสดีครับลูกค้าทุกๆท่าน ห่างหายจากการเขียนบล็อคไปเนื่องจากปิดไฟล์ภาพถ่ายงานแต่งของหลายๆคู่ครับ วันนี้มีเวลาเลยตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับคำถามยอดฮิต “ ทำไมต้องจ้างช่างภาพงานแต่ง ถึง  2 คน “ เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา เรามาดูกันดีกว่าหว่าทำไมหนอ ต้องจ้างช่างภาพงานแต่ง 2 คน  และ เด็กถือไฟ คืออะไร ? ....

 

 

  • ช่างภาพงานแต่งงาน 2 คน มีอะไรบ้าง ?

ตอบ :  ช่างภาพงานแต่ง 2 คนนั้นจะมีตำแหน่งแตกต่างกันออกไป

 

  1. ช่างภาพพิธีหลัก ( Formal ) คือช่างภาพที่คอยติดตาม บ่าว-สาว ไปทุกๆที่ คอยเก็บพิธีการณ์ต่างๆ โดยจะเก็บภาพในมุมที่มาตราฐาน ไม่ได้มีลูกเล่นมาก เพราะ ต้องการเก็บภาพรวมให้สมบูรณ์แบบ
  2. ช่างภาพแคนดิท ( Candid ) หรือ สแนป คือ ช่างภาพที่คอยถ่ายมุมต่างๆที่แตกต่างจากช่างภาพพิธีหลัก ซึ่ง มีลูกเล่นกว่า มีมุมที่หวือหวา กว่าช่างภาพพิธีหลัก ทำไมใน 1 งานนั้น บ่าว-สาว จะมีภาพหลากหลายมุม รวมทั้งช่างภาพ Candid ยังมีหน้าที่ถ่ายบรรยากาศในงาน อารมณ์ต่างๆของบ่าว-สาว เช่น จังหวะที่ กอดกับคุณพ่อคุณแม่ หรือ จังหวะเล่นสนุกๆกับเพื่อนๆ 

 

  • ถ้าจ้างช่างภาพคนเดียว แต่อยากให้มุมหลากหลายได้หรือไม่

ตอบ : การจ้างช่างภาพคนเดียวนั้น ช่างภาพจะมุ้งเน้นไปที่การเก็บภาพให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งแน่นอนว่า ความหลากหลายในมุมภาพนั้น ก็ต้องน้อยกว่าการที่มีช่างภาพในงาน ถึง 2 คนครับ ยกตัวอย่าง ตอนโยนดอกไม้ หากในงานมีช่างภาพเพียง 1 คน ช่างภาพต้องเลือกเอาว่าจะเอามุมไหน ระหว่าง มุมด้านหน้า หรือ มุมด้านหลัง แต่หากมีช่างภาพ 2 คนนั้น จะสามารถถ่ายภาพได้ครบถ้วนกว่า

 

  • จำนวนแขกน้อย หรือ แขกเยอะ เป็นเหตุผลให้จ้างช่างภาพ 2 คนหรือไม่

ตอบ : เป็นเหตุผลได้ครับ จากประสบการณ์ของทีมงาน จะแนะนำให้ลูกค้าใช้ช่างภาพ 2 คน ด้วยเหตุลผล เช่น ตัว บ่าว-สาว เองนั้นมีความต้องการได้ภาพหลากหลายมุมมอง และ ครบถ้วนในบรรยากาศงาน หรือ มีจำนวนแขกเยอะกว่า 100 คน  เพื่อความสมบูรณ์ของการทำงานในวันนั้นครับ

 

  • คนถือไฟ คือ อะไร

ตอบ : คนถือไฟ ก็คือ คนที่ถือไฟ LED เดินตามช่างภาพ เพราะว่า ด้วยแสงต่างๆในขณะอยู่ในงานแต่งงานนั้น จะมีหลายต่อหลายครั้งที่ บ่าว-สาว ไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีแสง คนถือไฟ LED จะทำให้ปัญหาเหล่านั้นหมดไป ไม่มีปัญหาถ่ายภาพไม่ได้เพราะแสงน้อย หรือ อย่างเช่น ตอนเดินเปิดตัวเข้าห้องเพื่อขึ้นเวที ไฟฟอลโลว์ของโรงแรม มักจะสร้างปัญหา ยิงเข้าด้านข้างของ บ่าว-สาว ทำให้เกิดเงาได้ แต่การมีไฟ LED นั้น สามารถทำให้ แสงโดนที่ตัวของ บ่าว-สาวทั้งคู่เลยครับ โอกาสภาพเสีย มีน้อยมากๆ 

 

 ^^ ทั้งหมดก็คือ เหตุผลที่ทำไมต้องจ้างช่างภาพถึง 2 คนนะครับ แต่สำหรับงานที่ไม่ใหญ่ หรือ งานกินเลี้ยงเล็กๆ ก็ไม่จำเป็นนะครับ จะเปลืองงบประมาณโดยใช้เหตุ หากลูกค้าสงสัยอะไร หรือ มีคำถามอื่นๆอยากถาม สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้นะครับ ไม่จำเป็นต้องจ้างทีมงาน แต่เราก็ยินดีตอบคำถามให้ทุกๆท่านนะครับ เพราะว่า เราเข้าใจว่า งานแต่งครั้งเดียวในชีวิต ทุกๆท่านอยากทำให้ออกมาดีที่สุด และ ทางทีมงานเองก็มีประสบการณ์ตรงนี้ค่อนข้างมาก เลยอยากแบ่งปัน หรือ ช่วยคิดวางแผนนะครับ ขอให้สนุกกับการจัดงานแต่งงานนะครับ บ่าว-สาว ทุกๆท่าน ^^”

 

 

ขอบคุณครับ

 

ตั้ม Pencillense

 

ช่างภาพในร้านเวดดิ้งสตูดิโอ ต่างกับ ช่างภาพ Freelance ตรงไหนเอ่ย ? ^_^

สวัสดีคุณลูกค้าทุกๆท่านครับผม วันนี้ทางทีมงาน Pencillense จะมาอธิบายว่า ช่างภาพเวดดิ้งสตูดิโอตามร้าน กับ ช่างภาพ Freelance ต่างกันตรงไหน ติดตามกันได้เลยจ้า

ช่างภาพ ในร้านเวดดิ้งสตูดิโอ ก็มีส่วนนึงที่เป็นช่างภาพประจำร้าน และ เป็นช่างภาพ Freelance ประจำของร้านนั้นๆ ช่างภาพทุกคนที่มีประสบการณ์ทำงานก็จะมีลายเซ็น หรือ เอกลักษณ์ของภาพถ่ายในแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป สำหรับบางร้านที่มีช่างภาพน้อย ก็จะมีไสตล์ที่แตกต่างน้อย ทำให้ลูกค้าอาจไม่ได้เลือกไสตล์ภาพที่จะอยู่กับเราไปตลอดได้ที่ใจชอบ สำหรับร้านใหญ่ๆ ก็จะมีสไตล์หลากหลาย  แต่ก็ยังมีอีกๆหลายๆเหตุผลให้พิจรณา ครับ

การถ่ายภาพกับ เวดดิ้ง สตูดิโอ ส่วนใหญ่นั้นลูกค้าจะได้ครบวงจร หมายความว่า ได้ทั้งชุด ทั้งช่างแต่งหน้า ช่างภาพ และ กรอบรูป อัลบั้มภาพ LCD ในราคาแพ๊กเก็จนั้นๆของแต่ละที่ ซึ่งก็เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ แต่ให้ระวังเรื่องการขายไฟล์เพิ่ม หรือ ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะ หากลูกค้าใช้บริการของทางร้านหมดทุกอย่าง อย่างเช่นถ่ายภาพ ลูกค้าเองก็จะไม่ค่อยได้มีโอกาสได้ประสานงานโดยตรงกับช่างภาพ ส่วนใหญ่จากประสบการณ์นั้นก็ประสานงานกับ ทีมฝ่ายขาย บางครั้งทำให้เกิดการเข้าใจที่ผิดกันได้ รวมทั้งไสตล์ภาพถ่ายที่เราชอบจริงๆนั้น ร้านนั้น อาจทำให้เราไม่ได้ เพราะว่า เค้าไม่ใช่สไตล์ที่เราชอบ 

 

การถ่ายภาพกับทีงานช่างภาพ Freelance ข้อเสียคือช่างภาพ พวกนี้จะเป็นทีมถ่ายภาพอย่างเดียว ไม่มีชุด ไม่มีช่างแต่งหน้า แต่ก็มีหลายแพคเก็จที่ มีกรอบหลุย์ หรือ อัลบั้มภาพ แต่ข้อดีคือลูกค้านั้นสามารถคุยงานผ่าน ไลน์ , facebook , line ได้ตลอดเวลาหากเกิดความสงสัยก่อนหรือหลังรับบริการนั้น ทำให้โอกาสผิดพลาดในงานน้อยมากๆ เพราะ เราจะแชร์ประสบการณ์โดยตรงกันเพื่อเป็นคำแนะนำให้ลูกค้าได้ปฎิบัติตามสำหรับวันถ่ายพรีเวดดิ้ง แต่การที่เป็นทีมถ่ายภาพอย่างเดียวแต่ไม่มีชุดถ่ายภาพ ทำให้ลูกค้าที่ชื่นชอบจริงๆ จำเป็นต้องไปเช่าชุดแต่งงาน หรือ หาชุดมาถ่ายเอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตามลำดับ แต่เราจะสามารถ contact กับช่างภาพได้โดยตรง เรื่องคอนเซปต์งาน สถานที่ ลูกค้าจะเห็นได้ว่า จะมีข้อดีและข้อเสีแตกต่างกันออกไป เราลองตั้งโจทย์ให้ตัวเองว่าเราต้องการอะไร และ ทำตามความต้องการนั้นนะครับ ^^" ขอให้เราทำสิ่งที่เราชอบ และ สบายใจที่สุดครับ เพราะทุกขั้นตอนของการเตรียมงานแต่งงาน พอเมื่อวาเลาผ่นพ้นไปนั้น เราย้อนคิดจะทำให้เรามีความมสุขมากๆครับ 

แล้วพบกันใหม่นะครับสำหรับเนื้อหาอื่นๆ ^^ 

 

 

ประสบการณ์การถ่ายภาพครอบครัว คุณ

     สวัสดีเพื่อนๆทุกคนนะครับที่เข้ามาเยี่ยมชม เว็บไซต์ Pencillense studio  วันนี้เราจะมาแชร์ประสบการณ์สนุกๆ กับการถ่ายภาพครอบครัวของ kyle scott (ชื่อสก๊อต)  ซึ่งมีลูกสาวชื่อ Lucyเด็กน้องน่ารักๆ    เริ่มแรกเลยผมได้รับการติดต่อ จาก สก๊อต ประมาณว่าจะมาเที่ยวเมืองไทยและต้องการช่างภาพสำหรับถ่ายภาพวันพิเศษของเค้าที่จะเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย เราตกลงกันถึงกำหนดการณ์ต่างๆที่เค้าจะท่องเที่ยวในบ้านเรา  เมื่อถึงกำหนดวันนัดหมาย ผมได้ไปพบกับ สก็อต ที่โรงแรม เอราวัณ ( ราชประสงค์) ก่อนเดินทางถ่ายภาพตามเป้าหมายที่เราวางไว้ บรรยากาศเป็นกันเอง และ สนุกสนาน ลูกสาวของ สก๊อต เป็นที่ชอบของผู้พบเจอมากๆ ผมถ่ายจนครบตามเวลาที่กำหนด ถึงได้ขอตัวกลับมาบ้าน นั่งเปิดรูป และ จัดทำ Preview ให้สก๊อต  สก๊อตชอบกับรูปของผมมา เราหายเหนื่อยกันจริงๆครับ เพื่อนๆท่านใดอยากติดตามน้อง Lucy กันหละก็ เข้าไป search หาใน IG กันได้เลยนะครับ iLucygoesto